02-107-6847 [email protected]

หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคย หรือไม่เคยได้ยินคำว่า Facebook Pixel แต่รู้หรือไม่ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการลงโฆษณาออนไลน์ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับเครื่องมือนี้ให้มากขึ้น ยิ่งสนิทกับสิ่งนี้มากเท่าไร บอกได้เลยว่า โฆษณาของคุณจะยิ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ

คุณจะได้อะไรจาก Facebook Pixel?

เพื่อให้เห็นภาพได้ง่าย เรามาดูกันก่อนว่า ตัว Pixel นี้จะให้ประโยชน์อะไรกับเราได้บ้าง

วัดประสิทธิภาพโฆษณาได้ในทุกขั้นตอน คำนวณต้นทุนต่อผลลัพธ์ที่ต้องการได้ (CPR)

เมื่อติดตั้ง Facebook Pixel สำเร็จ คุณสามารถสร้างโฆษณาตาม Journey หรือ Funnel ของลูกค้า พร้อมทั้งดูผลลัพธ์ของโฆษณานั้นได้ทันที มีของแถมคือสามารถรู้ได้ด้วยว่าเว็บไซต์ของเราทำหน้าที่ได้ดีพอในแต่ละขั้นตอนหรือไม่ โดยดูจาก % สูญเสียในแต่ละขั้นตอนของ Sales Funnel นั่นเอง

ตัวอย่างการสร้างแคมเปญแบบวัดผลได้
  1. กำหนด Sales Funnel ตามจุดประสงค์ทางธุรกิจของคุณ โดยบอกให้ Facebook รู้ว่าขั้นตอนในการซื้อเป็นอย่างไร โดยจะต้องบอกเป็น URL ในแต่ละขั้นตอน ตัวอย่างเช่น
    • Get Quote New คือเมื่อลูกค้ากดคำนวณราคา หรือเพิ่มสินค้าในตะกร้าสินค้าเสร็จในหน้า website.com/step1/
    • Added Customer Info คือเมื่อลูกค้าใส่ข้อมูลตัวเองสำเร็จ ที่หน้า website.com/step2/
    • Customer Preview เมื่อลูกค้าตรวจสอบข้อมูลก่อนไปหน้าจ่ายเงิน คือเมื่อไปที่หน้า website.com/step3/
    • Purchased เมื่อลูกค้าชำระเงินเรียบร้อยแล้ว website.com/thankyou/
  2. สามารถวัดประสิทธิภาพของเว็บไซต์ตนเองได้ ตัวอย่างในรูปเช่น คนเห็นโฆษณา 150,000 คน -> คลิกเข้ามาเว็บไซต์ของเรา 12,000 คน -> กดคำนวณราคา 9,000 คน -> กรอกข้อมูล 4,000 คน -> ตรวจสอบข้อมูล 2,000 คน -> ซื้อสำเร็จ 1,500 คน ถ้าเราดู % ในแต่ละช่วง จะพบได้ว่า ในขั้นตอนคำนวณราคา -> กรอกข้อมูล สูญเสียลูกค้าเกือบ 60% ก็สามารถนำข้อมูลจุดนี้ มาพัฒนาเว็บไซต์ในขั้นตอนนี้ได้

  3. วัดความคุ้มค่าของโฆษณาได้ทันที ในช่อง Cost per Result หรือต้นทุนของผลลัพธ์ จะบอกให้เรารู้ได้เลยว่า เราต้องเสียเงินเท่าไร เพื่อให้ได้มา 1 Result ตัวอย่างในรูปคือ เราจะเสียเงินประมาณ 275 บาท ต่อการได้ลูกค้าที่ซื้อของ 1 ครั้ง ซึ่งเลขนี้จะคุ้มหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับสินค้าและบริการของคุณครับ ว่าเฉลี่ยแล้วเราจะได้เงินครั้งละเท่าไร คุ้มหรือไม่ สิ่งที่อยากให้ไม่ลืมนำมาคำนวณด้วยคือ Customer Lifetime Value หมายถึงมูลค่าเพิ่มเติม นอกจากการซื้อครั้งนั้น เช่น ลูกค้ามีโอกาสซื้อซ้ำ หรือเราขายของเพิ่มได้อีกในอนาคตครับ (ในการติดตั้งแบบ Advance เราสามารถส่งยอดขายมาให้ Facebook รู้ได้ด้วยครับ ทำให้เรารู้ยอดขายจริง ที่โฆษณาทำให้เราได้เลย)

สร้างกลุ่มลูกค้าเฉพาะของคุณตามพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้า (Custom Audience)

ในการลงโฆษณา Facebook คุณอาจจะคุ้นเคยกับการเลือกกลุ่มเป้าหมายตามความชอบ อายุ อาชีพ พื้นที่ และตามกลุ่มความสนใจย่อยต่างๆ

แต่เมื่อคุณมี Pixel แล้ว คุณจะสามารถทำ Segment หรือกลุ่มของลูกค้าได้ละเอียด และตรงกลุ่มมากยิ่งขึ้น โดยดูจากพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์

ตัวอย่างการสร้าง Custom Audience
แบบเจาะจงลูกค้าที่เข้าหน้าหนึ่ง แต่ยังไม่เข้าอีกหน้าหนึ่ง

การสร้าง Customer Audience นี้สามารถทำได้หลากหลาย และยืดหยุ่นมากๆครับ จะขอยกตัวอย่างบางรูปแบบให้เห็นภาพกัน

  • สร้างกลุ่มตามความชื่นชอบในประเภทสินค้า เช่น สมมติว่าคุณขายสินค้า 3 กลุ่มที่ค่อนข้างต่างกัน เช่น ลิปสติก ครีม และโฟมล้างหน้า คุณก็สร้าง Custom Audience ตามกลุ่มสินค้านั้น ตาม URL หน้าหมวดสินค้าของคุณ จากนั้นเมื่อลงโฆษณา เราก็ส่งโฆษณาเฉพาะกลุ่มไป เช่นส่งโฆษณาครีม ไปให้คนที่สนใจครีมเห็นก่อน
  • สร้างกลุ่มตาม Sales Funnel หรือ Journey ของลูกค้า เช่น เมื่อลูกค้ามาที่ Step 1 แล้ว แต่ยังไม่ไป Step 2 คุณก็ยิงโฆษณาเพื่อให้คนขยับ Step จาก 1 ไป 2 โดยเฉพาะ การสร้างก็ใส่ URL ของ Step 1 แล้ว Exclude หรือเอาคนที่เคยไป Step 2 ออกแล้วตามรูปด้านบนเลยครับ
  • ทำ Retargeting ตามจำนวนวัน สูงสุดถึง 180 วัน เช่น เมื่อลูกค้าเคยเข้าเว็บไซต์เราแล้วก็ให้เห็นโฆษณาเราอีก เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ และพัฒนาความสัมพันธ์

เพิ่มความคุ้มค่าของโฆษณาด้วยการทำ Optimization

หลังจากเราได้รู้ ต้นทุนต่อผลลัพท์ (Cost per Result) ในแต่ละโฆษณาแล้ว ขั้นตอนต่อไปของเราคือการลดค่านี้ เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ถูกลงไปอีก วิธีง่ายๆคือการทำ Split Testing หรือ A/B Testing ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการทำ Optimization ที่ Facebook มีมาให้แล้ว ตัวอย่างการทำเช่น

  • ลองเปลี่ยนรูปของโฆษณาในแต่ละแบบ แล้วลงโฆษณาพร้อมกัน ดูว่ารูปภาพแบบไหนมีประสิทธิภาพดีที่สุด
  • ลองเปลี่ยนข้อความโฆษณาที่ต่างกัน
  • ลองใช้กลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน

วิธีการติดตั้ง Facebook Pixel

หลังจากได้เห็นประโยชน์ของ Pixel นี้แล้ว เรามาดูกันว่าจะติดตั้งให้ทำงานได้อย่างถูกต้องบนเว็บไซต์ของเราได้อย่างไร

พิกเซลคืออะไร?

มาถึงตรงนี้ บางคนอาจยังสงสัยว่า แล้วสรุปตัว Facebook Pixel มันคืออะไรกันแน่ เกี่ยวอะไรกับขนาดรูปภาพที่เป็นพิกเซลหรือเปล่า? แท้จริงแล้วมันคือโค้ด หรือ Script หรือชุดโปรแกรมสั้นๆ ที่เมื่อเราเอาไปวางในเว็บไซต์ของเรา ก็จะทำให้เว็บไซต์ของเราเชื่อมต่อ และสื่อสารกับ Facebook ได้นั่นเอง

คนที่อยากจะใช้ Google Analytics เพื่อดูสถิติคนเข้าใช้งานเว็บไซต์ก็เช่นกัน ต้องติดตั้งคล้ายกันคือเราต้องแปะโค้ดของ Google Analytics ที่เว็บไซต์เราก่อน เพื่อส่งค่าคนเข้าชมเว็บไซต์เราไปให้ Google ประมวลผลได้

สร้างพิกเซลในตัวจัดการโฆษณา

ขั้นตอนแรก หลังจากอยู่ในหน้าจัดการโฆษณาแล้ว ให้คลิกเลือกเมนูที่มุมบนด้านซ้าย และเลือกหัวข้อ พิกเซล และกดสร้างพิกเซล ตั้งชื่อให้เรียบร้อย

เลือก พิกเซล
คลิกปุ่มสร้างพิกเซล
ตั้งชื่อพิกเซลตามต้องการ และกดสร้าง
สร้างพิกเซลเสร็จเรียบร้อยแล้ว!

นำพิกเซลไปติดตั้งในเว็บไซต์ของคุณ

จากรูปด้านบน ให้เลือก Manually Install Pixel Code Yourself (สงสัยว่าทำไม Facebook ไม่แปลเมนูนี้เป็นไทย) เลื่อนลงมาด้านล่าง จะเจอโค้ดพิกเซลของคุณ ก็คัดลอกโค้ดนี้ไปแปะในเว็บไซต์ที่ส่วน Header ครับ

คัดลอกโค้ดไปแปะในเว็บของคุณเลย

ถ้าใครไม่แน่ใจในการติดตั้งก็สามารถสอบถามผมได้ในคอมเม้นด้านล่างครับ หรือบอกให้คนที่ทำเว็บไซต์ให้คุณรู้ ให้เค้าแปะในเว็บให้ครับ

ตรวจสอบการทำงานของพิกเซล

หลังจากติดตั้งโค้ดเรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปคือลองตรวจสอบดูว่ามันทำงานได้ปกติหรือไม่ วิธีการนั้นง่ายมากครับ ให้ใช้ Browser Google Chrome ดาวน์โหลด Extension ที่ชื่อว่า Facebook Pixel Helper 

ดาวน์โหลดมาติดตั้งใน Chrome

จากนั้นให้ลองเข้าเว็บไซต์ของคุณครับ แล้วสังเกตตรง Extension ของ Facebook Pixel Helper ที่มุมบนขวา จะสังเกตเห็นสัญลักษณ์เป็นสีฟ้า พร้อมตัวเลขสีเขียว

ขึ้นแบบนี้แปลว่าติดตั้งแล้ว

จากนั้นคลิกดู จะแสดงรายการขึ้นมา ว่าการติดตั้งมีปัญหาอะไรหรือไม่ ถ้าสีเขียวหมดแปลว่าติดตั้งได้เรียบร้อยดี เย่!

ทำงานได้ถูกต้องไม่มีปัญหา

นอกจากเอาไว้ดูเว็บไซต์ของตัวเองแล้ว เราสามารถเอาไปแอบดูเว็บอื่นๆได้อีกด้วยครับ ว่าเว็บไหนติดตั้งพิกเซลแล้วยัง แล้วคุณจะเห็นว่าทำไมเวลาเราเข้าบางเว็บไซต์ไปแล้ว เรากลับมาเล่น Facebook เราจะโดนโฆษณาของเว็บนั้นตามเรามาตลอด

มีสีเหลืองแจ้งเตือนบางอย่างที่ Lazada ด้วย!

ไม่มีเว็บไซต์ทำอย่างไรดี?

จะเห็นว่าเราจะต้องมีเว็บไซต์ก่อน เพื่อที่จะได้นำโค้ดพิกเซลมาแปะ แต่ถ้าคุณมีแต่ Facebook Page แต่ยังไม่มีเว็บไซต์ ก็แนะนำให้ทำเว็บไซต์ไว้เถอะครับ เพราะว่า Facebook เองมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ข้อมูลในนั้น สมัยก่อนก็ Work สมัยนี้อาจเปลี่ยนไปแล้วก็ได้ เช่นการถูกลดการเข้าถึง ออกกฏใหม่ๆเพิ่มเติม

ดังนั้นถ้าเรามีเว็บไซต์ที่เป็นของเราเอง เก็บข้อมูลลูกค้า เก็บบทความต่างๆไว้ที่นี่ แล้วใช้ Facebook Page หรือ Facebook Ads เป็นตัวดึงคนเข้ามาก็น่าจะดีกว่าครับ

ช่วงขายของ: ถ้าไม่รู้ว่าจะจ้างทำเว็บได้ที่ไหน ทางผมก็มีบริการทำเว็บไซต์แบบเน้น Conversion หรือการทำ Landing Page Optimization สามารถติดต่อได้เลยครับ

Checklist การลงโฆษณา Facebook ให้คุ้มค่าที่สุด

การติดตั้ง Pixel เป็นขั้นตอนแรกในการทำโฆษณา แต่หลังจากนั้นก็ยังมีขั้นตอนอื่นๆอีก ผมได้ทำ Checklist สำหรับให้ทุกคนลองทำตามได้ตนเอง สามารถดาวน์โหลดเครื่องมือนี้ได้ฟรีครับ

Checklist สำหรับการลงโฆษณาให้คุ้มค่า

บทส่งท้าย

Facebook Pixel ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการลงโฆษณาอย่างคุ้มค่า เพราะว่ามันช่วยให้เราสามารถวัดผลการลงโฆษณาได้ ไม่ไช่มีแต่ตัวเลขแค่ Like Share Comment อีกต่อไป แต่ทำให้เราเห็นต้นทุนต่อเป้าหมาย หรือผลลัพธ์ที่ต้องการได้

ก็ขอขอบคุณผู้อ่านที่อ่านมาถึงจุดนี้ครับ ถ้าติดปัญหาอะไร หรือต้องการอะไรเพิ่มเติมก็สามารถคอมเม้นบอกได้ในด้านล่างเลยครับ

ก่อนจบ ขอแนะนำอีกบทความที่น่าจะเป็นประโยชน์กับคนลงโฆษณาออนไลน์ – ทฤษฎีหัวหอมครับ 🙂